วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

จับกระแส Rio+20 ว่าด้วยเศรษฐกิจสีเขียว โอกาสหรือกับดัก

จับกระแส Rio+20 ว่าด้วยเศรษฐกิจสีเขียว โอกาสหรือกับดัก?

ภาพจาก guardian.co.uk
เรื่อง เสมอชน ธนพัธ
หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับการขานรับจากนานาประเทศในเวทีประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกที่เมืองริโอ เดอ จาเนโร เมื่อปี 1992 ทว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงการพัฒนาที่ยั่งยืนยังคงไม่เกิดขึ้นจริง แต่ภาพรวมของสถานการณ์สิ่งแวดล้อมกลับยิ่งวิกฤตมากขึ้น
ในระหว่างวันที่ 20 – 22 มิถุนายนที่กำลังจะมีการจัดประชุมสุดยอดสิ่งแวดล้อมโลกขึ้นอีกครั้ง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Rio+20 หัวข้อสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือ “เศรษฐกิจสีเขียว” หลายคนจึงเกิดคำถามว่าจะฝากความหวังได้มากน้อยเพียงใด หรือสุดท้ายจะเป็นเพียงเกมการเมืองของประเทศพัฒนาแล้ว!?
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม อธิบายถึงที่มาของการหยิบยกเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นหัวข้อหลักของการประชุมว่า นับจากปี 1992 เป็นต้นมา ดูเหมือนสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้ดีขึ้น เนื่องจากสามเสาหลักที่เป็นองค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่มีความสมดุล เพราะถึงแม้ในปี 1992 จะเกิดกระแสความห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อม และมีการพูดถึงเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนจนกลายเป็นกระแสโลกาภิวัฒน์ด้านสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก แต่พอปี 1995 ที่มีการตั้งองค์การการค้าโลก หรือ WTO ประเทศต่างๆ ก็เทความสำคัญไปทางเสาเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ เลยกลายเป็นว่าแต่ละเสาที่เป็นองค์ประกอบของการพัฒนาที่ยั่งยืนต่างก็มีระบอบของตัวเอง มีกติกาของตัวเองฉีกแยกออกจากกัน
บัณฑูรเปรียบเทียบว่า ตอนนี้ประเทศต่างๆ เหมือนอยู่ในโลกสองใบพร้อมๆ กัน โลกหนึ่งเป็นโลกาภิวัฒน์ด้านสิ่งแวดล้อม อีกโลกหนึ่งเป็นโลกาภิวัฒน์ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองส่วนนี่ก็มักมีข้อขัดแย้งกัน และถือเป้าหมายที่แตกต่างกัน รูปธรรมความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดคือข้อพิพาทเรื่องการค้ากับสิ่งแวดล้อม เช่นเรื่อง GMOs เรื่องการจับปลาทูน่าแล้วทำให้เกิดการตายของโลมา ซึ่งผลการตัดสินข้อพิพาทส่วนใหญ่จบลงด้วยการจำกัดการใช้มาตรการปกป้องด้านสิ่งแวดล้อม เลยมีการเสนอกันว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็จะเกิดปัญหาการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้นต้องเปลี่ยนระบอบของเสาเศรษฐกิจไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจสีเขียว
อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้จะยังไม่มีความชัดเจนว่าเศรษฐกิจสีเขียวที่แท้จริงหน้าตาเป็นอย่างไร หรืออย่างน้อยก็ในความหมายที่เห็นร่วมกันของประเทศต่างๆ แต่ก่อนหน้านี้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ก็ได้เสนอความหมายของเศรษฐกิจสีเขียวไว้ว่า เป็นเศรษฐกิจที่นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต และความเป็นธรรมทางสังคม ในขณะที่ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความขาดแคลนเชิงนิเวศ พร้อมกันนั้นก็ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่รัฐบาลแต่ละประเทศควรนำไปดำเนินการรวม 7 แนวทาง ได้แก่ การจัดสรรรายจ่ายรัฐบาลเพื่อกระตุ้นภาคเศรษฐกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม การสนับสนุนให้เกิดตลาดของผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมละการจัดซื้อสินค้าสีเขียวของภาครัฐ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดราคาหรือต้นทุนที่เหมาะสมของทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูและขยายระดับของทุนทรัพยากรธรรมชาติ และการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงนิเวศเศรษฐกิจ
ถึงแม้ไม่มีฝ่ายใดเห็นค้านเรื่องปัญหาที่เกิดจากการพัฒนา แต่สำหรับแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวกลับเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียง ขณะที่บางประเทศก็แสดงจุดยืนคัดค้านอย่างชัดเจน ซึ่งบัณฑูรมองว่า บรรยากาศการประชุม Rio+20 หนนี้เป็นเหมือนภาพจำลองความขัดแย้งในเวทีเจรจาเรื่องโลกร้อน
แน่นอนว่าประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรปมีจุดยืนสนับสนุนแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาตั้งแต่ต้น ขณะที่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนา บางส่วนมีท่าทีหวาดระแวง เพราะเกรงว่าทางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะใช้เรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้ารูปแบบใหม่ และเป็นการจำกัดเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรม
บัณฑูรฉายภาพข้อโต้แย้งดังกล่าวว่า ประเทศกำลังพัฒนาบางประเทศมองว่าเศรษฐกิจสีเขียวอาจกลายมาเป็นระเบียบโลกใหม่ที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วพยายามสร้างขึ้นเพื่อสร้างความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันทางการค้า นำไปใช้เป็นมาตรการกีดกันทางการค้า และสร้างเงื่อนไขใหม่เวลาที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินกู้หรือความช่วยเหลือจากประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนประเทศโบลิเวียที่มีจุดยืนคัดค้านแนวคิดเศรษฐกิจสีเขียวอย่างชัดเจนวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถึงที่สุดแล้วเศรษฐกิจสีเขียวก็ไม่ได้ก้าวพ้นไปจากเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ ซึ่งเป็นเพียงการนำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปแต่งแต้มระบายสีในระบบเศรษฐกิจแบบเดิมที่เป็นตัวปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามตีมูลค่าสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติให้มีมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อเข้าสู่กลไกตลาด สุดท้ายก็จะถูกบิดเบือนและแปรสภาพกลายเป็นสินค้าที่ซื้อขายได้ ซึ่งจุดยืนของประเทศกำลังพัฒนาคือ ควรยึดหลักความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่างกัน โดยหากมีการนำเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวมาใช้ ประเทศพัฒนาแล้วก็ควรทำก่อนและทำมากกว่า อย่ามาเหมารวมให้ทุกประเทศต้องปฏิบัติแบบเดียวกัน
ส่วนในมุมมองของบัณฑูร เขาเห็นว่าข้อเสนอของ UNEP ยังไปไม่ไกลสุดอย่างที่ควรจะเป็น กล่าวคือข้อเสนอต้องมองให้ออกว่าเศรษฐกิจคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา ไม่ใช่แค่เอาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาเติมในระบบเศรษฐกิจ แต่ต้องไปเปลี่ยนระบอบกติกาให้เป็นรูปธรรม เช่นแก้ไขกติกาการค้าของ WTO หรือเวลาที่เกิดข้อพิพาทเรื่องการค้ากับสิ่งแวดล้อม ก็ต้องให้กลไกการตัดสินข้อพิพาทหลุดออกมานอก WTO มิเช่นนั้นความตกลงด้านสิ่งแวดล้อมหลายประการก็ไม่กล้าที่จะนำไปใช้ปฏิบัติจริง เพราะเกรงว่าจะไปกระทบกับข้อตกลงภายใต้ WTO
อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องเศรษฐกิจสีเขียวที่ยังไม่มีความชัดเจนโดยมีชะตาสิ่งแวดล้อมโลกเป็นเดิมพัน บัณฑูรคาดการณ์ว่า สุดท้ายผลลัพธ์ของการประชุม Rio+20 หนนี้ น่าจะลงเอยที่การประนีประนอม โดยไม่น่าได้ออกมาในลักษณะข้อตกลงที่เป็นกติกาตายตัวที่ชัดเจน แต่ออกมาในลักษณะแนวทางที่เห็นชอบร่วมกันหรือในลักษณะปฏิญญา แล้วเป็นการบ้านให้แต่ละประเทศไปค้นหาเศรษฐกิจสีเขียวในบริบทของตนเอง
หากผลการประชุมลงเอยเช่นนี้ ไม่รู้ว่าพอจะเป็นความหวังให้กับโลกของเราได้มากน้อยเพียงใด

http://www.greenworld.or.th/greenworld/foreign/1828

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น